|
|
| |
|
หมอ
5 บาท
|
|
รศ.นพ.
สภา ลิมพาณิชย์การ
คนดีศรีแผ่นดิน
ที่ได้รับพระราชทานรางวัล
" น้ำใจงาม "
ด้านการสงเคราะห์และ
พัฒนาคุณภาพชีวิต
ประจำปี พ.ศ. 2547
จากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์
พระบรมราชินีนาถ
อันดับที่
๑
|
|
สถานที่ติดต่อ
|
|
เวชนิทัศน์สมาคมฯ
แห่งประเทศไทย
|
|
โทร.
0-2419-8314
|
|
โทร.
0-2419-8312
|
|
แฟกซ์.
0-2411-3003
|
|
พุทธภาษิตกล่าวไว้ว่า
"อโรคยา ปรมาลาภา" ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ
แต่ใครเล่า จะหนีพ้น สังสารวัฏ เกิด แก่ เจ็บ ตาย
ได้ และเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา คนส่วนใหญ่ถ้าไม่เลือกซื้อยาเอง
ก็คงต้องพึ่งหมอ ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า ควักออกมามีอยู่
5 บาท ทำอย่างไรดี
หากเดินเรื่อยๆ
เข้าซอยระนอง 1 จากด้านถนนพระราม 5 กับห้องแถวไม้แบบเก่าหน้าตา
คล้ายคลึงกัน เรียงรายไปตามความยาวของถนน เดินมายังไม่ทันถึงครึ่งซอยดี
จะสังเกตเห็นห้องแถวไม้ที่ขึ้นป้ายว่า "สำนักงานแพทย์"
ของ รศ.นพ.สภา ลิมพาณิชย์การ อาจารย์ประจำโรงเรียนเวชนิทัศน์
โรงพยาบาลศิริราช ผู้ซึ่งได้ฉายาว่า "หมอ 5
บาท
คุณหมอสภาเริ่มตั้งคลินิกสำนักงาน
แพทย์จากคำชักชวนของเพื่อนเมื่อ 39 ปีก่อน (พ.ศ.2507)
แต่เมื่อทำไป ได้สักพัก เพื่อนของคุณหมอก็ขอถอนตัว
คุณหมอจึงทำคลินิกนี้ต่อเพียงผู้เดียว โดยเช่าห้องแถว
แห่งนี้ จากเพื่อนเป็นรายเดือน ตลอดเวลาเกือบ 40
ปีนี้ คลินิกของคุณหมอสภารับรักษาโรค ทั่วไปโดยจะ
คิดค่ารักษา เพียงค่ายา 5-70 บาท ไม่คิดค่าตรวจ
แต่หากไม่มีเงินจริงๆ แม้แต่ค่ายาคุณหมอก็ไม่คิด
หรือหาก มีไม่พอ ก็มีเท่าไร ก็เท่านั้น เพราะหมอสภาไม่ต้องการให้ผู้ป่วยไปซื้อยารับประทานเอง
"ที่ผมเก็บค่ายาถูกเพราะ
ไม่อยากให้เขาไปซื้อยากินเอง" หมอสภากล่าว
เหตุที่คุณหมอสามารถจ่ายยาให้ได้ในราคาท
ี่แม้แต่โครงการสามสิบบาทรักษาทุกโรคยังตะลึง เพราะยาร้อยละ
90 จะสั่งซื้อยาจากโรงงาน ที่ได้ลิขสิทธิ์มาผลิตยาในไทย
เวลาสั่งซื้อทีก็จะสั่งเยอะมากๆ จะช่วยให้ประหยัดเงินได้มาก
และเวลาจ่ายยาให้คนไข้ คุณหมอจะถามก่อนว่ามียาอะไรอยู่ที่บ้านแล้วบ้าง
จะได้ไม่สั่งซ้ำ
คุณหมอสภาจะสั่งตามอาการ
เช่น ถ้าไม่สบายไอ มีน้ำมูก คัดจมูก ก็จะสั่งยาตัวเดียวที่รักษาอาการเหล่านี้ให้
ก็จะช่วยให้ประหยัด หรือไม่ยาบางอย่างก็กินเฉพาะตอนมีอาการ
เช่น ยาแก้ปวดหัว หากไม่ปวดไม่ต้องกิน เก็บไว้ หากคราวหน้ามาหาหมอถ้ายายังเหลืออยู่ก็ไม่ต้องเอาไปอีก
"เวลาคิดเงินก็จะดูจากยา
ว่ายาถูกหรือยาแพง แต่ถ้าคนไข้ไม่มีจริงๆ ก็ไม่คิด
แต่คนไข้ที่มาหาเดี๋ยวนี้เขาก็สงสารเรา ไม่อยากให้รักษาฟรี
หรือบางทีเขามีไม่พอก็บอกว่าไม่ต้องก็ได้ แต่พอเขามีเขาก็มาจ่ายทีหลัง
คนไข้เป็นคนซื่อตรงมาก" คุณหมอเล่า และกล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า
"ถ้า รักษากับผมไม่ต้องเอามาเกินใบละร้อย แต่บางทีก็มีแหย่คนไข้บ้าง
อย่างบางคนเขามีมา 20 บาท ก็แกล้งหลอกเล่นๆ ว่าค่ารักษา
30 บาท เขาก็หน้าซีด แต่จริงๆ ก็คิดไม่ถึงหรอก"
เพราะคุณหมอสภาคิดแต่ค่ายา
ในราคาแสนประหยัด ในเรื่องรายได้นั้นคุณหมอว่า ได้เท่าไหร่ไม่รู้
แต่ก็จะจดเอาไว้ด้วยเผื่อสรรพากรตรวจ ค่ารักษาได้มาก็จะเก็บใส่กล่องไว้เป็นทุนซื้อยา
แต่เวลาซื้อจริงๆ ไม่พอต้องถอนเงินตัวเองที่มีจากเงินเกษียณแล้ว
ก็เงินจากการเป็นอาจารย์พิเศษ ที่โรงเรียนเวชนิทัศน์ออกมาซื้อ
เรื่องคิดค่ารักษาถูกนี้
คุณหมอว่าไม่ใช่เป็นเพราะอุดมการณ์ใดๆ แต่มาจากการที่ขณะที่คุณหมอยังเด็ก
คุณหมอไม่สบายอยู่บ่อยๆ ตอน 3-4 ขวบเป็นโรคคอตีบ
โตขึ้นมาหน่อยเป็นไทฟอยด์ ต่อมาก็เป็นปอดบวม คุณแม่จึงพาคุณหมอไปร
ักษาที่โรงพยาบาลอยู่เป็นประจำ
เวลาไปโรงพยาบาลเห็นคุณแม่เสียเงินเยอะ
ก็คิดว่าเราป่วย ซึ่งก็แย่อยู่แล้ว เรายังต้องเสียเงินเยอะอีก
ดังนั้นอะไรที่คิดถูกได้ก็คิดถูก คุณหมอสภา เล่า
ทุกวันจันทร์-ศุกร์
5 โมงเย็น คุณหมอสภาจะขับรถจากศิริราช มาถึงสำนักงานแพทย์เมื่อใดก็เปิดคลินิกเมื่อนั้น
และในวันอาทิตย์ (ปิดวันเสาร์) คุณหมอก็จะมาเปิดคลินิกเวลา
6 โมง และจะปิดในช่วง 2 ทุ่ม แต่เดิมคุณหมอจะปิดคลินิกประมาณ
2 ทุ่ม แต่พักหลังๆ คุณหมอว่าไม่ไหว เพราะเหนื่อยมากๆ
รถติดด้วย จึงเลื่อน แต่หากมีคนไข้มาปรึกษาเรื่องโรคภัยไข้เจ็บหลังปิดคลินิก
หรือบางคนก็เอายามาให้ดู ก็จะปิดหลังจากนั้น
ตั้งแต่เปิดคลินิก
คนไข้ของคุณหมอสภาส่วน ใหญ่จะเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในละแวกซอยระนอง
1 นี่เอง ซึ่งบางคนรักษามาตั้งแต่รุ่นคุณปู่คุณย่า
จนถึงรุ่นหลานก็มี และในช่วงหลังมานี้ คุณหมอเล่าว่าก็มีมาบ้างจากต่างจังหวัด
คนไข้หน้าใหม่มาที่นี่ก็มีบ้าง
ถ้าเป็นคนใหม่แล้วก็จะรู้เลย เพราะจะเข้ามาถามหาบัตรคนไข้
คุณหมอสภาเล่า
ด้วยความที่สำนักงานแพทย์ของค
ุณหมอไม่มีการจัดคิวหรือทำบัตรคนไข้ ตัวคลินิกกั้นห้องตรวจเพียงผนังไม้
ไม่มีประตู คนไข้ที่มาพบคุณหมอ สามารถชะโงกหน้าไปดูได้ว่ามีคนไข้มารักษาอยู่หรือไม่
และหากมีคนไข้คนอื่นๆ มารอ ก็จะจัดคิวกันเอง ไม่มีใครแซงใคร
นอกจากจะมีการเต็มใจให้แซงด้วยกำลังคุยติดพันกับคนไข้คนอื่นอยู่
เรื่องรักษา
คุณหมอว่า ก็รักษาโรคทั่วๆ ไป อย่างเช่น ไข้หวัด
โรคผิวหนัง ถ้าเป็นหนักมากๆ ก็จะให้ไปโรงพยาบาล
หรือบางทีถ้าใกล้จะปิดร้านแล้วผมก็ จะเอาใส่รถไปส่งให้ที่โรงพยาบาลใกล้ๆ
หรือไม่ก็แนะนำโรงพยาบาลให้
|