
:: หมอสภา ลิมพาณิชย์การขณะกำลังตรวจคนไข้
::
มหัศจรรย์คลินิก
5 บาท ชีวิตหมอที่ไม่แสวงหากำไร
โดย ผู้จัดการออนไลน์
"งวดนี้ความดันสูงมากนะ
ให้ดูแลสุขภาพตัวเองมากกว่านี้ อย่ากินเค็ม
อย่าปล่อยให้อ้วนไปกว่านี้ หากลดความอ้วนลงซัก
2 กิโลกรัม 3 กิโลกรัมได้ยิ่งเป็นผลดีต่อสุขภาพ
แต่ไม่เป็นไรวันนี้เอายาไปกินก่อน กินหลังอาหารเช้ากับเย็น
แล้วอีก 3 วันค่อยมาหาหมอตรวจความดันอีกครั้ง"
น.พ.สภา ลิมพาณิชย์การ บอกกับคนไข้พร้อมกำชับด้วยว่า
"วันที่จะมาหาหมอให้กินยาก่อนมาถึงคลินิกอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง"
คนไข้รายนี้เดินออกไป
คนไข้ที่นั่งรอ***ู่เดินเข้ามาแทนที่และเล่าให้หมอฟังทันทีที่นั่งลงบนเก้าอี้ว่า
มีอาการปวดหลัง เอี้ยวตัวแล้วรู้สึกเสียวแปล๊บ
หมอสภาให้คนไข้ลุกขึ้นยืนแล้วหันหลัง
จากนั้นใช้ 2 มือกดไปบนแผ่นหลังแล้วถามว่าปวด
ตึงบริเวณต้นคอไหม
คนไข้ตอบ "ครับ"
คุณหมอยิ้มให้คนไข้พร้อมกับบอกว่า กล้ามเนื้ออักเสบ
กินยาที่หมอจัดให้ 2 วันก็หาย คนไข้ยื่นมือมารับยาจากคุณหมอพร้อมกับถามว่า
เท่าไหร่ครับ
"20 บาท" น.พ.สภา ตอบ
นี่คือบรรยากาศภายในคลินิกแพทย์สภา
ซึ่งเป็นห้องแถวขนาดเล็ก มีสภาพทรุดโทรม
ตั้งอยู่ในซอยระนอง 1 ย่านราชวัตร ที่คนป่วยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเดินเข้ามาให้ตรวจอาการ
ซึ่งส่วนใหญ่คนไข้ที่มารักษาเป็นโรคพื้นฐานอย่างไข้หวัด
ปวดหัว ตัวร้อน ฯลฯ คลินิกแห่งนี้ ได้ทำหน้าที่ปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บให้คนยากจน
คนหาเช้ากินค่ำมากว่า 30 ปีแล้ว
น.พ.สภาเล่าให้ฟังว่า
คลินิกแห่งนี้รักษาเฉพาะโรคพื้นฐาน เป็นไข้
ปวดหัว ตัวร้อน โดยคิดค่ารักษาตั้งแต่ 5
บาทไปจนถึงสูงสุด 70 บาท และที่นี่ไม่รับทำแผล
ฉีดยา เนื่องเพราะติดปัญหากฎระเบียบของกระทรวงสาธารณสุข
คลินิกมีพื้นที่คับแคบและคิดว่าคลินิกที่อยู่ใกล้เคียงรับรักษาอยู่แล้ว
นอกจากนี้ ทางคลินิกก็ไม่เปิดเหมือนคลินิกทั่วไป
คือเปิดเพียงวันละ 2 ชั่วโมงเท่านั้น ระหว่างเวลา
18.00-20.00 น.
"ถ้าตรวจพบว่าคนไข้มีอาการหนัก
หมอจะแนะนำให้ไปตรวจที่โรงพยาบาล ซึ่งเครื่องมือทันสมัยสามารถตรวจได้อย่างละเอียด
แต่คนไข้มักจะบอกว่าไม่อยากไปโรงพยาบาล
เนื่องเพราะเสียเวลาเต็มวัน หมอต้องเตือนสติคนไข้ว่าเสียเวลาวันเดียวดีกว่าต้องนอนแซ่วอยู่บนที่นอนหลายหลายวัน
แต่ก่อนไล่ไปโรงพยาบาลมักจะถามว่า มีบัตร
30 บาท บัตรประกันสังคมไหม เพื่อให้ไปใช้สิทธิที่พวกเขามีอยู่"
น.พ.สภา
เล่าต่อว่า คนไข้บางรายปฏิบัติตามคำแนะนำ
ไปโรงพยาบาล พอกลับมาแล้วจะเอายามาให้หมอดู
บางรายมาถามว่า ยาเม็ดนั้นเม็ดนี้กินแก้อะไร
เนื่องจากคนไข้ไม่กล้าถามผู้จ่ายยาที่โรงพยาบาล
หรือมีคนไข้บางรายตั้งข้อสังเกตว่า กินยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น
พร้อมตั้งคำถามว่าทางโรงพยาบาลให้ยาด้อยคุณภาพหรือเปล่า
หรือบางรายมาเล่าให้ฟังว่าไปโรงพยาบาลเอกชนเสียค่ารักษาสูงได้ยามากิน
10 กว่าเม็ด
"คำถามบางข้อหมอตอบคนไข้ไม่ได้
เนื่องจากปัจจุบันมียารักษาโรคเยอะมาก แต่ที่น่าสังเกตโรงพยาบาลเอกชนมักจะจ่ายยานำเข้าจากต่างประเทศเม็ดหนึ่ง
30 บาท 40 บาท ทั้งๆ ที่บริษัทผลิตยาในบ้านเราก็ผลิตจำหน่าย
คุณภาพเหมือนกัน ราคาต่ำกว่าเยอะมาก อย่างคลินิกของหมอยาทุกเม็ดผลิตในประเทศ
และยาในคลินิกหมอทดลองด้วยตัวเองเพื่อพิสูจน์สรรพคุณจนมั่นใจจึงสั่งซื้อเพื่อไว้จ่ายให้คนไข้"
"ส่วนเรื่องที่ชาวบ้านมาปรับทุกข์ว่าไปคลินิกหรือโรงพยาบาลอื่นคิดแพงมาก
คิดค่าบริการทางการแพทย์เฉลี่ย 150-250
บาท อุปกรณ์ทางการแพทย์ต่อครั้ง รวมๆ แล้วไปรักษาครั้งหนึ่งจ่ายไม่ต่ำกว่า
500 บาท ส่วนคลินิกของหมอไม่ได้คิดสิ่งเหล่านี้
คิดแค่ค่ายานิดหน่อย คนไข้บางคนมาหาบอกว่าไม่มีเงิน
หมอก็ไม่คิด"
เมื่อถามว่าคิดค่ารักษาถูกแถมบางรายรักษาฟรี
คุณหมออยู่ได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ต้องเสียค่าเช่าเดือนละ
2,500 บาท น.พ.สภา บอกว่า รายได้ส่วนหนึ่งมาจากเงินเกษียณอายุราชการ
กับเงินค่าสอนพิเศษนักเรียนแพทย์ "ตั้งใจไว้ว่าถ้ายังมีแรงอยู่ก็จะช่วยเหลือคนเจ็บป่วยอย่างนี้ไปเรื่อยๆ
หากไม่ไหวจริงก็คงต้องหยุด เพราะหมออายุ
72 ปีแล้วเรี่ยวแรงเริ่มถดถอย หมอเคยบอกกับคนไข้ไว้ว่า
ถ้าเห็นคลินิกปิดหลายวันโดยที่ไม่ได้เขียนป้ายว่าหยุดกี่วัน
นั่นแหละหมายความว่าหมอคงลากสังขารมาไม่ไหว"
จากนั้น
หมอสภา เล่าให้ฟังว่า มีคนไข้มารักษา พอบอกราคาค่ารักษา
เคยได้ยินคนไข้คุยกับเพื่อนที่มาด้วยกันว่าม่มั่นใจในคุณภาพเนื่องเพราะคิดราคาถูกไม่กี่สิบบาท
เพื่อนที่มาด้วยกันชี้แจงว่าครอบครัวของเขารักษาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ตัวเขาเองก็มารักษาที่นี่
น.พ.สภา
เล่าความรู้สึกภายในใจให้ฟังว่า บัตรประกันสังคมช่วยเหลือยามที่เจ็บไข้ได้ป่วยเยอะมาก
เพียงแต่ผู้ใช้บัตรนี้บางครั้งต้องเสียเวลารอคิวนาน
โดยเฉพาะมาบริการโรงพยาบาลในสังกัดของรัฐเนื่องเพราะวันหนึ่งๆ
มีผู้มาใช้บริการจำนวนมาก ครั้นไปเลือกสถานพยาบาลเอกชนแทนก็เจอปัญหาคุณภาพยา
"เคยมีคนไข้นำยามาให้หมอดูว่านี่คือยาที่จ่ายเงินสด
ส่วนยาถุงนี้เป็นยาที่ใช้บัตรประกันสังคม
ทั้งๆ ที่เป็นยารักษาโรคเดียวกัน หมอมองถุงยาทั้ง
2 ถุง รู้สึกพูดอะไรไม่ออกเหมือนกัน"
สำหรับโครงการบัตร
30 บาทรักษาทุกโรค นับว่าเป็นโครงการที่ดีซึ่งช่วยเหลือคนยากไร้ทั่วประเทศเข้าถึงระบบการรักษา
ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของหลายคนดีขึ้น อย่างบางรายเจ็บป่วยจำเป็นต้องผ่าตัด
หากไม่มีโครงการนี้คนป่วยก็คงอยู่อย่างทนทุกข์เวทนาหรือไม่ก็เป็นภาระต่อบุคคลในครอบครัว
"
โครงการดีๆ เช่นนี้อยากให้มีออกมาเยอะๆ
เมื่อมีแล้วต้องพัฒนาคุณภาพเพื่อรองรับคนป่วยเข้ามารักษา
ทั้งเรื่องแพทย์ บุคลากร เครื่องมือทางการแพทย์
ตลอดจนยารักษาโรคให้เพียงพอแก่ความต้องการด้วย
"
|